Marklet

บทความวิชาการ

อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑

ความหมายและประวัติ

อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ เป็นคำประพันธ์ประเภทร้อยกรองไทยที่ได้รับอิทธิพลมาจากฉันท์ในภาษาสันสกฤตและบาลี คำว่า "อินทรวิเชียร" หมายถึง "สายฟ้าของพระอินทร์" นิยมแต่งขึ้นเพื่อแสดงความงดงามทางภาษา ความไพเราะ และความศักดิ์สิทธิ์ของเนื้อหา มักปรากฏในวรรณคดีไทยสำคัญหลายเรื่อง เช่น สมุทรتجฉันท์ หรือ กุมารวาที

จำนวนพยางค์ต่อบาท

๑๑ พยางค์

วรรคหน้า

๕ พยางค์

วรรคหลัง

๖ พยางค์

ประเภทคำกวี

ฉันท์ไทย

ลักษณะบังคับและโครงสร้าง

  1. 1คณะและวรรคในหนึ่งบทมี ๒ บาท (บาทเอกและบาทโท) แต่ละบาทแบ่งเป็น ๒ วรรค คือ วรรคหน้า (๕ พยางค์) และวรรคหลัง (๖ พยางค์) รวมเป็น ๑๑ พยางค์ต่อบาท
  2. 2คำครุและคำลหุบังคับการใช้คำครุ (เสียงหนัก) และคำลหุ (เสียงเบา) ตามผังฉันทลักษณ์อย่างเคร่งครัด โดยคำลหุห้ามใช้คำที่มีตัวสะกดหรือประสมสระเสียงยาว

คำครุและคำลหุ

  • คำครุ
  • คำลหุ

คำครุคือคำที่มีเสียงหนัก ได้แก่ คำที่ประสมด้วยสระเสียงยาวหรือมีตัวสะกด ส่วนคำลหุคือคำที่มีเสียงเบา ได้แก่ คำที่ประสมด้วยสระเสียงสั้นในแม่ ก กา ไม่มีตัวสะกด

แผนผังฉันทลักษณ์และสัมผัส

คณะของอินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ ในหนึ่งวรรคประกอบด้วยครุและลหุ ดังนี้: วรรคหน้า: ครุ ครุ ลหุ ลหุ ครุ (๕ พยางค์) วรรคหลัง: ครุ ครุ ลหุ ลหุ ครุ ครุ (๖ พยางค์) การสัมผัส: คำสุดท้ายของวรรคที่ ๑ ส่งสัมผัสไปยังคำที่ ๓ ของวรรคที่ ๒ และคำสุดท้ายของวรรคที่ ๒ ส่งสัมผัสไปยังคำสุดท้ายของวรรคที่ ๓

ตัวอย่างอินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑

ตัวอย่างบทประพันธ์: "กลรัดดาบถเถร ศิรพาสน์สุพรรณพรรณ พิศเพลินเจริญขวัญ กมลเปรมปรีดิ์ปรีดิ์เอย" อธิบายเพิ่มเติม: เป็นตัวอย่างการจัดวางคำครุและคำลหุตามฉันทลักษณ์ พร้อมทั้งการลงสัมผัสระหว่างวรรคที่ทำให้เกิดจังหวะจะโคนและความไพเราะขณะอ่านออกเสียง

สรุปใจความสำคัญและข้อควรจำ

จุดสำคัญที่สุดในการแต่งอินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ คือความแม่นยำในการใช้ตำแหน่งคำครุและคำลหุ รวมถึงการตรวจสอบสระและตัวสะกดไม่ให้ผิดเพี้ยนไปจากข้อบังคับบาลีสันสกฤตที่นำมาปรับAใช้ในร้อยกรองไทย